เบอร์รี่รวม 8 ชนิดผสมวิตามินเอและว่านหางจระเข้
คุณประโยชน์ของบลูเบอร์รี่
- บลูเบอร์รี่อุดมไปด้วยวิตามินซีสูงจึงช่วยส่งเสริมการทำงานของระบบภูมิคุ้มกัน ป้องกันการเกิดโรคไข้หวัด
- ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของเซลล์ในร่างกาย อีกทั้งยังช่วยลดไขมัน LDL และการอักเสบของหลอดเลือดอันเป็นสาเหตุของโรคหัวใจขาดเลือด
- ลดความเสี่ยงในการเกิดโรคมะเร็ง
- ช่วยป้องกันการเสื่อมของร่างกายและชะลอความชรา ฟื้นฟูการสร้างคอลลาเจนที่ผิว ทำให้ผิวแลดูอ่อนเยาว์
- ช่วยการทำงานของระบบประสาทและสมอง ทำให้ความสามารถในการจดจำดีขึ้น ป้องกันโรคอัลไซเมอร์
- แอนโธไซยานินในบลูเบอร์รี เป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่ป้องกันอาการอ่อนล้าจากการใช้สายตาหนัก ช่วยทำให้สายตาทำงานได้ดีขึ้นในที่มืด ลดความดันในลูกตา และลดความเจ็บปวดจากการบวมในตา(อ้างอิงที่ 1,2)
พรุน(Prunus) เป็นผลไม้ที่รู้จักกันในชื่อพลัม น้ำลูกพรุนจะถูกแปรรูปมาจากผลพลัมแห้ง ซึ่งเป็นผลไม้ที่มีคุณค่าทางโภชนาการที่สำคัญต่อร่างกายเป็นจำนวนมาก ในปัจจุบันนิยมรับประทานพรุนเป็นอาหารและยา พรุนมีคุณสมบัติในการเป็นยาระบาย และช่วยให้ระบบย่อยอาหารทำงานเป็นปกติ อีกทั้งยังช่วยลดความดันโลหิต ช่วยลดน้ำตาลในเลือดของผู้ป่วยที่เป็นโรคเบาหวาน ป้องกันโรคกระดูกพรุน นอกจากนี้พรุนยังมีสารต้านอนุมูลอิสระที่มีงานวิจัยให้เห็นว่ามีส่วนในการป้องกันการเกิดโรคมะเร็งอีกด้วย(อ้างอิงที่ 3)
เชอร์รี(Cherry) เป็นผลไม้ชนิดหนึ่งมีรสชาติหวานอมเปรี้ยว ที่มีสารต้านอนุมูลอิสระและวิตามินซีสูง ซึ่งมีส่วนช่วยส่งเสริมการทำงานของระบบภูมิคุ้มกัน ของร่างกาย ช่วยลดโอกาสการติดเชื้อหวัด ช่วยเพิ่มการหมุนเวียนของเลือด อีกทั้งยังช่วยให้ระบบขับถ่ายทำงานเป็นปกติ (อ้างอิงที่ 4)
ราสพ์เบอร์รี่ (Raspberry)เป็นผลไม้ที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพอย่างมากเพราะมีใยอาหารสูง จึงช่วยในการย่อยอาหารและให้พลังงานต่ำจึงเหมาะกับผู้ที่ต้องการควบคุมน้ำหนัก อีกทั้งยังได้ชื่อว่าเป็นผลไม้ต้านมะเร็ง เนื่องจากอุดมไปด้วยกรดเอลลาจิก (Ellagic acid) ซึ่งเป็นสารประกอบฟีนอลิกที่มีส่วนช่วยยับยั้งการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็ง เช่น มะเร็งผิวหนัง มะเร็งกระเพาะปัสสาวะ มะเร็งปอด มะเร็งหลอดอาหาร และมะเร็งหลอดอาหาร เป็นต้น (อ้างอิงที่ 5,6)
แครนเบอร์รี (Cranberry) เป็นผลไม้ตระกูลเบอร์รี่ ซึ่งมีลักษณะเป็นไม้เลื้อย ผลแครนเบอร์รีมีสีแดงสด มีรสเปรี้ยวอมหวาน แครนเบอร์รีเป็นผลไม้ที่มีวิตามินซีสูงประกอบไปด้วยพฤกษเคมีที่ออกฤทธิ์เป็นสารต้านอนุมูลอิสระ ช่วยลดความเสี่ยงต่อโรคหัวใจและหลอดเลือด และยังสามารถป้องกันการยึดเกาะของแบคทีเรียกับเนื้อเยื่อในร่างกาย ด้วยเหตุนี้แครนเบอร์รีจึงถูกนำไปใช้ในการรักษาอาการกระเพาะปัสสาวะอักเสบ การติดเชื้อในทางเดินปัสสาวะ แผลในกระเพาะอาหาร ลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคในช่องปาก และยังสามารถยังยั้งการเกิดมะเร็งบางชนิดได้ เช่น มะเร็งเต้านม(อ้างอิงที่ 7)
สตรอเบอร์รี (Strawberry) เป็นพืชล้มลุกที่มีอายุหลายปี เมื่อผลสุกผิวมีสีแดงเป็นมัน มีกลิ่นหอม รสชาติหวานอมเปรี้ยว สตรอเบอร์รีมีสารต้านอนุมูลอิสระเป็นอันดับ 2 รองจากบลูเบอร์รี เมื่อเปรียบเทียบกับผลไม้อื่นๆกว่าอีก 40 ชนิด โดยสารต้านอนุมูลอิสระที่พบในสตรอเบอร์รี่มีหลายชนิดได้แก่ เคอซิติน (Quercetin) แอนโธไซยานิน (Anthocyanin) เคมเพอรอล (Kaempferol) รวมถึงวิตามินซีที่มีปริมาณสูงมาก โดยมีงานวิจัยศึกษาว่า สารต้านอนุมูลอิสระดังกล่าวมีส่วนช่วยยับยั้งการสร้างสารคาร์ซิโนเจน (Carcinogens) ซึ่งเป็นสารตั้งต้นในการก่อให้เกิดเซลล์มะเร็ง(อ้างอิงที่ 8)
บิลเบอร์รี (Bilberry)เป็นผลไม้ที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพดวงตากล่าวคือ มีส่วนช่วยในการถนอมดวงตา ทำให้มองเห็นในที่มืดได้ดี ช่วยรักษาอาการตาบอดกลางคืน ช่วยลดความเมื่อยล้าของดวงตา อีกทั้งยังช่วยลดอนุมูลอิสระในจอตา ป้องกันการเสื่อมที่มักเกิดขึ้นกับดวงตาที่อาจจะเกิดขึ้นได้ (อ้างอิงที่9)
อาซาอิเบอร์รี (Acai Berry) เป็นพืชที่ให้ผลขนาดเล็ก มีสีม่วงซึ่งมีลักษณะคล้ายกับผลของบลูเบอร์รี อาซาอิเบอร์รี ถูกจัดเป็นผลไม้ในกลุ่ม Super foodที่มีคุณประโยชน์ที่ดีต่อสุขภาพ มีคุณค่าทางโภชนาการสูงอุดมไปด้วย วิตามิน เกลือแร่ และสารต้านอนุมูลอิสระโดยเฉพาะ สารแอนโธไซยานิน ที่มีส่วนในการป้องกันการเกิดโรคร้ายแรงต่างๆ ช่วยลดไขมันในเลือด บำรุงสายตา ชะลอความเสื่อมของร่างกาย(อ้างอิงที่ 10)
องุ่น (Grape) องุ่นเป็นแหล่งของสารอาหา(อ้างอิงที่ 11)
คุณประโยชน์ของเบอร์รี่ยังมีอีกมากมายและมีการศึกษากันมาอย่างยาวนาน ซึ่งในปัจจุบันดังจะเห็นได้ว่ามีการนำเบอร์รี่มาบริโภคอย่างแพร่หลายในรูปแบบต่างๆ อาทิเช่น บริโภคผลสด นำมาเป็นส่วนผสมในอาหารและเครื่องดื่ม และสารผสมในยารักษาโรคต่างๆ อย่างแพร่หลาย ดังนั้น ผลไม้ตระกูลเบอร์รี่ จึงจัดเป็นผลไม้ทางเลือกใหม่ที่ช่วยดูแลสุขภาพให้แข็งแรง
วิตามินเอ (Vitamin A) เป็นวิตามินที่มีประโยชน์ต่อร่างกายหลายประการที่สำคัญคือ ช่วยในการมองเห็น หากขาดวิตามินเอจะทำให้มองเห็นได้ยากในเวลากลางคืนหรือในที่แสงสว่างน้อย และทำให้เยื่อบุตาแห้ง กระจกตาเป็นแผล ในกรณีที่ร่างกายขาดวิตามิน เอ อย่างรุนแรงอาจทำให้ตาบอดได้




